บทที่ 4 อุบัติเหตุที่ถูกจัดฉาก

แอร์เย็นฉ่ำภายในห้องโดยสารไม่ได้ช่วยดับความรุ่มร้อนในใจของมนต์สิชาลงได้เลย หญิงสาวเหยียบคันเร่งพารถทะยานเข้าสู่ถนนเส้นหลักที่การจราจรเริ่มพลุกพล่าน แสงแดดยามสายสาดส่องผ่านกระจกหน้ารถ ตกกระทบลงบนหลังมือที่กำลังกำพวงมาลัยหุ้มหนังแท้แน่น

"ทำไมทุกคนถึงเห็นฉันเป็นแค่เครื่องมือ..." มนต์สิชาแค่นหัวเราะขื่นให้ตัวเอง สายตาจดจ้องตรงไปยังถนนเบื้องหน้า

"คิดว่าฉันเป็นตู้เอทีเอ็มหรือไง ถึงได้โทรมาขู่กันแบบนี้"

"เก่งนักก็ไปหาเงินเองสิศศินา...คิดว่าการเป็นเมียแต่งที่ผัวไม่รักมันง่ายนักหรือไง" เธอสบถเสียงสั่น น้ำตาที่พยายามกลั้นไว้เมื่อครู่เริ่มรื้นขึ้นมาอีกระลอก

"ฉันเหนื่อยแล้ว...เหนื่อยที่ต้องคอยวิ่งตามความเย็นชาของคุณภพ เหนื่อยที่ต้องทนให้คนที่บ้านสูบเลือดสูบเนื้อไม่รู้จักจบสิ้น!"

หญิงสาวเอื้อมมือไปกดหน้าจอคอนโซลเพื่อเปิดเครื่องเสียง

"ฟังเพลงดีกว่า ขืนคิดเรื่องพวกนี้ต่อฉันประสาทกินแน่"

เพลงแจ๊สจังหวะเบาสบายดังคลอขึ้นมา เธอหวังเพียงว่าเสียงแซกโซโฟนทุ้มต่ำจะช่วยปัดเป่าเสียงตวาดด่าทอของบิดาและพี่สาวให้จางหายไป ทว่าจังหวะการเต้นของหัวใจกลับยังคงระรัวด้วยความอึดอัดที่สุมแน่นอยู่ในอก

"ต่อจากนี้ไป...ฉันจะไม่ยอมให้ใครหน้าไหนมาเหยียบย่ำศักดิ์ศรีอีกแล้ว" เธอพึมพำเสียงหนักแน่น ปลายเท้ากดน้ำหนักลงบนคันเร่งเพิ่มขึ้นอีกนิด

"ฉันจะไม่ง้อคุณอีกแล้วคุณภพ...อยากเย็นชานักก็เชิญอยู่คนเดียวไปเลย!"

รถยุโรปสีดำคันหรูแล่นฉิวไปตามเส้นทาง คลื่นความร้อนจากพื้นถนนลาดยางเต้นระยิบระยับอยู่ไกลๆ มนต์สิชาพยายามสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกสติกลับมาจดจ่อกับการขับรถ ทว่ายิ่งพยายามสงบใจ ความรู้สึกโหวงเหวงแปลกประหลาดบางอย่างกลับยิ่งก่อตัวขึ้นเงียบๆ

เมื่อรถขับมาถึงช่วงก่อนเข้าสี่แยกไฟแดงใหญ่ สัญญาณไฟจราจรเบื้องหน้าเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีเหลืองสว่างวาบ และกำลังจะเปลี่ยนเป็นสีแดงในไม่ช้า รถยนต์คันหน้าเริ่มชะลอความเร็วและหยุดเรียงต่อกันเป็นแถวยาวจนเห็นไฟเบรกสีแดงสว่างต่อกันเป็นสาย

"ไฟแดงอีกแล้ว...วันนี้มันวันซวยอะไรของฉันเนี่ย" เธอบ่นอุบพร้อมกับถอนหายใจยาว

หญิงสาวผ่อนน้ำหนักเท้าออกจากคันเร่ง ยกเท้าขวาขึ้นแล้วเหยียบลงบนแป้นเบรกตามสัญชาตญาณเพื่อเตรียมหยุดรถในระยะที่ปลอดภัย

วืด...

สัมผัสใต้ฝ่าเท้าว่างเปล่า แป้นเบรกจมมิดลงไปติดกับพื้นพรมโดยไม่มีแรงต้านกลับมาแม้แต่น้อย ความเร็วของรถไม่ได้ลดลงเลยสักนิด

"อะไรเนี่ย..." มนต์สิชาขมวดคิ้วแน่นด้วยความตกใจ "ทำไมเบรกหลวมแบบนี้"

เธอรีบยกเท้าขึ้นแล้วกระทืบซ้ำลงไปอีกครั้งอย่างแรง

วืด!

ผลลัพธ์ยังคงเดิม แป้นเบรกเบาหวิวราวกับไร้กลไกใดๆ เชื่อมต่อ รถยังคงพุ่งทะยานไปข้างหน้าด้วยความเร็วแปดสิบกิโลเมตรต่อชั่วโมง ท้ายรถเก๋งสีขาวที่จอดติดไฟแดงอยู่ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ จนเห็นตัวเลขบนป้ายทะเบียนชัดเจนเต็มสองตา

"เฮ้ย! ไม่นะ เบรกสิ! เบรก!" มนต์สิชาร้องโพล่งด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด สองมือหักเกร็งจับพวงมาลัยแน่นจนแขนสั่นสะท้าน

"หยุดสิ! บอกให้หยุดไง!" เธอตะโกนลั่นห้องโดยสาร แข่งกับเสียงเพลงแจ๊สที่ยังคงบรรเลงอย่างราบรื่นขัดกับสถานการณ์เฉียดตายตรงหน้า

เมื่อการกระทืบเบรกย้ำๆ ไร้ผล และรถกำลังพุ่งทะยานด้วยความเร็วที่ควบคุมไม่ได้...

"หลบสิ! ต้องหลบ!"

มนต์สิชากัดริมฝีปากแน่นจนได้รสฝาดของเลือด สองมือที่สั่นเทาหักพวงมาลัยไปทางซ้ายสุดแรงเพื่อเลี่ยงการพุ่งชนท้ายรถเก๋งคันหน้า

เสียงยางรถยนต์บดเสียดสีกับพื้นถนนดังสนั่นหวั่นไหว กลิ่นเหม็นไหม้ลอยคละคลุ้งเข้ามาในห้องโดยสาร รถยุโรปคันหรูเสียการทรงตัวส่ายไปมาตามแรงเหวี่ยง มนต์สิชาเบิกตากว้าง หายใจหอบถี่

"หยุดสิ...ขอร้องล่ะ ทำไมไม่หยุด!"

เธอละล่ำละลัก รวบรวมสติที่เหลือน้อยนิด มือซ้ายประคองพวงมาลัยไว้แน่น ส่วนมือขวาเอื้อมไปดึงเบรกมือตรงคอนโซลกลางอย่างแรง หวังเพียงให้มันช่วยชะลอความเร็วบ้าคลั่งนี้ลงได้บ้าง

ทว่าการดึงเบรกมือขณะรถวิ่งด้วยความเร็วสูงกลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของหายนะ ล้อหลังล็อกตายในทันที ท้ายรถสะบัดอย่างรุนแรงจนตัวรถหมุนคว้างกลางถนนอย่างไม่อาจควบคุม โลกภายนอกหน้าต่างหมุนวนเป็นภาพเบลอพร่า แสงแดดยามสายสลับกับเงาตึกสูงอย่างรวดเร็ว เสียงแตรรถคันอื่นดังระงมไปทั่วบริเวณ พร้อมกับเสียงเบรกดังลากยาวของรถหลายคันที่ขับตามมา

วินาทีที่ความตายคืบคลานเข้ามาใกล้ เวลาคล้ายกับเดินช้าลง...ภาพใบหน้าหล่อเหลาที่เรียบตึงของ 'ภพธร' แวบเข้ามาในห้วงความคิด ภาพแผ่นหลังกว้างในชุดสูทสีกรมท่าที่เดินจากเธอไปอย่างเย็นชาเมื่อเช้าช่างชัดเจนเหลือเกิน คำพูดไร้เยื่อใยที่เขาเอ่ยเพื่อรักษาระยะห่างดังก้องขึ้นมาตอกย้ำ

‘ถ้ามนต์ตายไป...คุณคงจะรู้สึกโล่งใจสินะคุณภพ ที่ไม่ต้องทนอึดอัดกับเมียตามสัญญาคนนี้อีกต่อไป’

ความคิดสุดท้ายเต็มไปด้วยความขมขื่นและเหนื่อยล้า เธอไม่ได้หวาดกลัวความตาย มากเท่ากับความรู้สึกโดดเดี่ยวที่เกาะกินหัวใจมาตลอดสามปี

โครม!!

เสียงกระแทกดังสนั่นหวั่นไหวราวกับฟ้าผ่า ตัวรถด้านข้างฟาดเข้ากับแท่งแบริเออร์คอนกรีตกั้นขอบทางอย่างรุนแรง แรงกระแทกมหาศาลอัดเข้าที่ร่างบางอย่างจัง ถุงลมนิรภัยระเบิดออกกระแทกเข้าที่ใบหน้าและหน้าอกจนจุกเสียด หูสองข้างอื้ออึงจนไม่ได้ยินเสียงใดนอกจากเสียงวิ้งยาวๆ แหลมบาดหู

เศษกระจกหน้ารถแตกละเอียดร่วงกราวบาดผิวหนังบริเวณแขนและใบหน้า โครงเหล็กด้านหน้ารถยุบตัวบิดเบี้ยว กลิ่นน้ำมันเครื่องและควันไฟคละคลุ้งไปทั่วบริเวณที่เกิดเหตุ

มนต์สิชานอนฟุบคาอยู่กับถุงลมนิรภัย เลือดสีแดงสดค่อยๆ ไหลซึมจากบาดแผลฉกรรจ์บริเวณศีรษะลงมาเปรอะเปื้อนใบหน้าหวานที่ซีดเผือดไร้สีเลือด ความเจ็บปวดแสนสาหัสแล่นริ้วไปทั่วทุกอณูร่างกายราวกับกระดูกทุกชิ้นแตกหัก ร่างกายหนักอึ้งจนขยับปลายนิ้วไม่ได้ ลมหายใจเข้าออกรวยรินลงทุกขณะ

"ช่วย...ด้วย..."

ริมฝีปากบางขยับแผ่วเบา ไร้ซึ่งเสียงใดเล็ดลอดออกมา มีเพียงหยาดน้ำตาที่ไหลผสมกับรอยเลือดคาวคลุ้ง

ภาพตรงหน้าพร่ามัวและบิดเบี้ยวลงเรื่อยๆ ท่ามกลางสติที่กำลังแตกซ่าน เสียงไซเรนรถพยาบาลและรถตำรวจดังแว่วมาจากที่ไกลๆ ผสมปนเปกับเสียงตะโกนโหวกเหวกของพลเมืองดีที่พยายามวิ่งเข้ามาดูเหตุการณ์และงัดประตูรถ

ความหนาวเหน็บเริ่มเข้ามากัดกินไปทั่วร่าง เปลือกตาของมนต์สิชาปิดสนิทลง โลกทั้งใบจมเข้าสู่ความมืดมิด

บทก่อนหน้า
บทถัดไป